วันพุธ, 9 กันยายน 2569

ศอ.บต. ผนึก ศธ. รื้อระบบแก้ปัญหาเด็กชายแดนใต้ “อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้” ชูโมเดลใช้มลายูถิ่นเป็น ‘สะพาน’ เชื่อมภาษาไทย นำร่อง 3 ปี

ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะทักษะการอ่านออกเขียนได้ในวิชา “ภาษาไทย” ถือเป็นวาระซ่อนเร้นที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน แม้หลายรัฐบาลจะพยายามอัดฉีดงบประมาณและนโยบายลงไป แต่กำแพงด้านภาษาและอัตลักษณ์ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการแก้ปัญหา
ที่ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดกิจกรรม “สรุปผลการยกระดับการเรียนรู้ สร้างสรรค์อนาคตการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารฯ พร้อมเปิดเวทีระดมสมองเพื่อจัดทำ “สมุดปกขาว” หรือข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล
งานนี้มีหัวเรือใหญ่จากฝั่งบูรณาการอย่าง นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน โดยมี ดร.ขดดะรี บินเซ็น ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, รองศึกษาธิการภาค 7, ศึกษาธิการจังหวัด และผู้บริหารระดับสูงในแวดวงการศึกษาเข้าร่วมอย่างคึกคัก
ความน่าสนใจของเวทีนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดอีเวนต์สรุปผลงานประจำปี แต่คือการส่งสัญญาณรื้อกรอบคิด ในการจัดการศึกษาพื้นที่ชายแดนใต้ใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการมอง “ภาษามลายูถิ่น” ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือ “ขุมทรัพย์” และ “สะพาน” ที่จะพาดผ่านไปสู่ความสำเร็จ
นายชนธัญ แสงพุ่ม ฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตและโอกาสว่า การพัฒนาทักษะภาษาและการเตรียมความพร้อมให้เด็กในพื้นที่สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องจับเข่าคุยกันอย่างจริงจัง เพราะสถิติผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ผ่านมาสะท้อนชัดเจนว่า เด็กจำนวนมากยังมีปัญหาการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงการเรียนในวิชาอื่นๆ
“โจทย์สำคัญของเราคือ จะทำอย่างไรให้เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าถึงการเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถอ่านออก เขียนได้ ฟังเข้าใจ และสื่อสารได้อย่างมั่นใจ เพราะภาษาไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่วิชาในห้องเรียน แต่คือ ‘เครื่องมือ’ สำคัญในการเข้าถึงองค์ความรู้และโอกาสทางการศึกษาในทุกศาสตร์” นายชนธัญ ระบุ
จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายครั้งนี้ คือการยอมรับความจริงทางโครงสร้างสังคมว่า เด็กส่วนใหญ่ในพื้นที่ใช้ “ภาษามลายูถิ่น” เป็นภาษาแม่ ซึ่งผูกพันกับอัตลักษณ์และรากฐานทางวัฒนธรรม การบีบบังคับให้เด็กทิ้งภาษาแม่เพื่อเรียนภาษาไทยแบบหน้ากระดานย่อมไม่เกิดผลดี
รองเลขาธิการ ศอ.บต. เน้นย้ำว่า การพัฒนาต้องอิงบริบทพื้นที่เป็นตัวตั้ง “เราต้องไม่มองภาษาแม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ภาษาไทย แต่ต้องใช้ภาษาแม่ให้เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทยอย่างแนบเนียนและเหมาะสม”
เพื่อแปลความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้เป็นรูปธรรม ที่ประชุมได้เสนอแนวคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาทักษะทางภาษาแบบบันได 3 ขั้น ได้แก่ “ภาษาถิ่น – ภาษาไทย – ภาษาที่สาม”
ภาษาถิ่น (รากฐานอัตลักษณ์) เริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ส่งเสริมให้เด็กกล้าใช้ภาษาถิ่น (ภาษามลายู) ได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตนเอง
ภาษาไทย (เครื่องมือแสวงหาความรู้) พัฒนาทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาไทยควบคู่กันไป โดยใช้ภาษาถิ่นเป็นตัวช่วยอธิบาย บริบทนี้จะทำให้เด็กซึมซับภาษาทางการได้เร็วขึ้น เพื่อใช้เป็นกุญแจไขเข้าสู่โอกาสทางการศึกษาในระดับประเทศ
ภาษาที่สาม (สะพานสู่สากล) เมื่อรากฐานมั่นคง จะนำไปสู่การต่อยอดเรียนรู้ภาษาที่สาม ไม่ว่าจะเป็น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาอาหรับ หรือภาษาอื่นๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ในมิติของการปฏิบัติการ เวทีหารือได้ข้อสรุปว่า การแก้ปัญหาที่สะสมมานานไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน จึงเห็นควรให้กำหนดกรอบการทำงานในระยะเวลา 3 ปี โดยแบ่งเป็นเฟส
กำหนดพื้นที่นำร่อง เริ่มต้นในพื้นที่ที่มีความพร้อมหรือพื้นที่ที่วิกฤตที่สุด เพื่อทดลองและประเมินผลนโยบายอย่างเป็นระบบ หากประสบความสำเร็จจึงจะขยายผล (Scale up) ไปยังพื้นที่อื่นๆ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ตั้งตัวชี้วัด (KPIs) ที่จับต้องได้ เป้าหมายหลักคือการลดอัตราเด็กที่มีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ลงอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนเด็กที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและมีความมั่นใจ

ระบบคัดกรองและตัดเสื้อพอดีตัว ต้องมีการจำแนกเด็กตามระดับความสามารถทางภาษา เพื่อออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด กลุ่มพื้นฐานดี ให้การส่งเสริมเพื่อต่อยอดความเป็นเลิศ กลุ่มที่ยังมีข้อจำกัด จัดกิจกรรมเสริมทักษะหรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม และ กลุ่มวิกฤต (ปัญหาขั้นรุนแรง) ต้องมีระบบพี่เลี้ยง หรือ Case Management ดูแลเป็นรายบุคคล เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
อีกหนึ่งมิติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือศักยภาพของ “บุคลากรทางการศึกษา” โดยเฉพาะ “ครู” ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้า โมเดลนี้กำหนดให้ครูต้องได้รับการติดอาวุธทางความรู้ความเข้าใจในมิติพหุวัฒนธรรม ครูต้องมีทักษะในการออกแบบการเรียนการสอนที่สามารถ “สวิตช์” หรือเชื่อมโยงระหว่างภาษามลายูถิ่นกับภาษาไทยได้อย่างไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการจัดทำสื่อ นวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือการดึง “ครอบครัวและชุมชน” เข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา เพื่อสร้างนิเวศการเรียนรู้ ที่เอื้อต่อการใช้ภาษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน และในชุมชน
สำหรับบทบาทของ ศอ.บต. นั้น นายชนธัญ ยืนยันว่า ศอ.บต. จะสวมหมวกเป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการ (System Integrator) เชื่อมโยงข้อเสนอทั้งหมดจากเวทีนี้ จัดทำเป็น “ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ” เพื่อผลักดันเข้าสู่กลไกการพัฒนาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
เป้าหมายคือการปลดล็อกข้อจำกัดทางระบบราชการ ทั้งในเรื่องของการขออนุมัติกรอบอัตรากำลังครูผู้สอนที่เข้าใจพื้นที่ การจัดสรรงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือ และกลไกการบริหารจัดการที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางการศึกษา
“เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงาน ไม่ใช่แค่การปั่นตัวเลขยกระดับคะแนนสอบ O-NET หรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแบบผิวเผิน แต่หัวใจคือการทำให้ ‘เด็กเป็นศูนย์กลาง’… หากกระทรวงศึกษาธิการ ศอ.บต. สถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และชุมชน จับมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถสร้างโอกาสให้เยาวชนชายแดนใต้ได้ระเบิดศักยภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่” นายชนธัญ กล่าวทิ้งท้าย